Wiruntarin Sorrasas

Wiruntarin Sorrasas

กำเนิดบัดดี้เบอรี่

บริษัท ปานวาด คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้คิดค้นและพัฒนาเครื่องดื่มเบอรี่ 25% ผสมสมุนไพร 23 ชนิด มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 เมื่อทดสอบจนแน่ใจในคุณภาพและผลตอบรับที่ดีจากผู้ร่วมทดสอบสินค้า จึงได้เริ่มวางตลาดในปี พ.ศ. 2554 

คุณภาพคือตัวกำหนดความยั่งยืนของสินค้า

  

บัดดี้เบอรี่ มีส่วนประกอบสำคัญ 2 ส่วนคือ

1. น้ำผลไม้ ซึ่งจะช่วยให้การกินสมุนไพรสะดวกและง่ายดาย เนื่องจากบางคนอาจไม่ชอบกลิ่นสมุนไพร หรือ รสชาติที่ฝาดขม เราจึงคัดเลือกผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงสุดในกลุ่มผลไม้ นั่นคือ ผลไม้ตระกูลเบอรี่ ซึ่งมีถิ่นกำเนิดแถบยุโรปและอเมริกา ซึ่งมีผลงานวิจัยมากมายที่สนับสนุนประโยชน์และผลการรักษาโรคที่ดีอย่างมากมาย 

     ประโยชน์ของผลไม้ตระกูลเบอรี่

  • มีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุดในบรรดาผลไม้ทั้งหมด เช่น แอนโตไซยานิน วิตามิน C, B รวม, E, A, ทองแดง(ตัวสร้างภูมิคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพสูงมากและช่วยต้านแบคทีเรียได้ดีอีกด้วย) เซเลเนี่ยม สังกะสี เหล็ก(เสริมสร้างภูมิคุ้มกันโดยการเพิ่มฮีโมโกลบินและความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือด) เป็นต้น ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นและป้องกันการเจ็บป่วย เมื่อระบบภูมิคุ้มกันเข้มแข็ง จะไม่เป็นหวัด ไข้ ซิฟิลิส และโรคร้ายแรง เนื่องจากไวรัสและโรคติดต่อที่เกิดจากแบคทีเรีย
  • ทำให้อนุมูลอิสระซึ่งก่อให้เกิดการเจ็บป่วยและร่างกายเสื่อมสภาพ หมดฤทธิ์ ทั้งนี้เพราะแอนโทไซยานินที่อยู่ในบลูเบอรี่ วิตามิน ซี จำนวนมากก็เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยป้องกันไม่ให้ท่านเจ็บป่วย
  • ช่วยให้ระบบปัสสาวะดีขึ้น โดยการไปยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย บี-โคไล และทำลายแบคทีเรียดังกล่าวตลอดทั้งระบบ
  • ช่วยลดไขมันหน้าท้อง(อ้างอิงผลการศึกษาของศูนย์ระบบหัวใจ มหาวิทยาลัยมิชิแกน) ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์และคลอเรสเตอรอล รวมทั้งทำให้ระบบอินซูลินดีขึ้น
  • ช่วยถนอมสายตาด้วยแอนโทไซยาโนไซด์ ซึ่งมีผลการวิจัยรับรองว่าช่วยชะลอการสูญเสียการมองเห็น นอกจากนี้ยังป้องกันและชะลอปัญหาเกี่ยวกับสายตา เนื่องจากอายุที่มากขึ้น เช่น จอประสาทตาเสื่อม ต้อกระจก สายตาสั้น และสายตายาว ตาแห้งและติดเชื้อ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับจอประสาทตา บลูเบอรี่มีสารต้านอนุุมูลอิสระที่เรียกว่าแคโรทีนอยด์(ลูทีนและซีอาแซนทีน เป็นต้น) ฟลาโวนอยต์(เช่น รูติน เรสเวอริตรอน เคอร์เซติน เป็นต้น) นอกจากนี้ยังมีวิตามิน C, E และ A เซเลเนี่ยม สังกะสีและฟอสฟอรัส ซึ่งมีประโยชน์และจำเป็นต่อสุขภาพตา ผลการศึกษาตีพิมพ์ไว้ใน Archives of Opthamology ระบุว่าการบริโภคผลไม้มากกว่า 3 ถ้วย/วัน ช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม(ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียการมองเห็นในผู้ใหญ่) ร้อยละ 36 เมื่อเทียบกับผู้ที่กินผลไม้น้อยกว่า 1.5 ถ้วย/วัน 
  • ช่วยป้องกันและรักษาอาการประาทเสื่อม โดยการป้องกันการเสื่อมและการตายของเซลล์ประสาทและเซลล์สมอง และยังช่วยฟื้นฟสุขภาพของระบบประสาทส่วนกลาง ช่วยให้ความจำดีขึ้น ผลการวิจัยชี้ว่ามันช่วยทำให้ความสามารถในการเรียนรู้ดีขึ้นและพัฒนาความสามารถในการเคลื่อนไหว ทำให้กระชุ่มกระชวยเหมือนคนวัยหนุ่มสาว
  • ป้องกันโรคหัวใจ ปริมาณใยอาหารจำนวนมากในผลเบอรี่ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ยอดเยี่ยมและมีความสามารถในการสลายคลอเรสเตอรอลชนิดเลว ทำให้เบอรี่เป็นอาหารเสริมที่ัรักษาโรคหัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น
  • ช่วยแก้อาการท้องผูกและทำให้ระบบย่อยดีขึ้น
  • ช่วยรักษาโรคมะเร็งลำไส้และมะเร็งตับ โดยสารประกอบที่ชื่อว่า Pterostibene และ Ellagic Acid ทำงานร่วมกับแอนโทไซยานิน ผลการวิจัยพบว่าสารประกอบฟีนอลในเบอรี่สามารถยับยั้งมะเร็งลำไส้ นอกจากนี้ยังพบด้วยว่าสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งรังไข่ในผู้หญิงได้ถึงร้อยละ 34
  •  ช่วยให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า คล่องตัว อารมณ์ดี เพราะเบอรี่เป็นยาต้านอาการซึมเศร้าที่ดีมาก 

2. สมุนไพรที่ผสมเข้าไปในบัดดี้เบอรี่ ช่วยสนับสนุนประสิทธิภาพในการทำงานของเบอรี่รวม ประกอบด้วย

      1. พลูคาว

                     พลูคาว

  • ใช้รักษาโรคมะเร็ง โดยเฉพาะเกี่ยวกับมะเร็งปอด มะเร็งต่อมไทรอยด์ cheap jerseys มะเร็งปากมดลูก
  • เนื้องอกในสมอง
  • ริดสีดวงทวาร โดยไม่ต้องผ่าตัด
  • โรคกามโรค
  • โรคผิวหนัง
  • ทางเดินปัสสาวะอักเสบ
  • เพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์เม็ดเลือดขาว รักษาอาการอักเสบต่าง ๆ เช่น ฝีอักเสบ ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ ตาอักเสบ ตับอักเสบ ไตอักเสบ
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากเชื้อรา หูชั้นกลางอักเสบ

      2. ตังกุย

         

เป็นยาที่ใช้สำหรับบำรุงร่างกายทั่วๆ ไปและบรรเทาอาการปวดเมื่อยต่างๆ ก็น่าจะใช้ได้ดีทั้งกับผู้หญิงและผู้ชาย  โดยเฉพาะการมุ่งหวังเพื่อเป็นยาบำรุงร่างกาย เพราะในรากตังกุย นอกจากจะมีวิตามิน บี 12 ในปริมาณมาก ยังมีสารโฟลิคและไบโอติน ซึ่งมีผลต่อการสร้างปริมาณเม็ดเลือดแดงในร่างกาย จึงนิยมใช้เป็นยาบำรุงโลหิต นอกจากนี้ พบว่าตังกุยจะเพิ่มปริมาณการไหลเวียนของโลหิตในหลอดเลือดหัวใจ และกระแสโลหิตในร่างกายได้โดยการทำให้หลอดเลือดขยายตัวมีผลต่อการเต้นของหัวใจ ทำให้ความดันสูงขึ้น เป็นต้น

      3. โสม 

       

  • รากโสมเกาหลี มีรสหวานชุ่ม ขมเล็กน้อย เป็นยาสุขุม ออกฤทธิ์ต่อปอด ม้าม และกระเพาะอาหาร ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงอวัยวะภายในร่างกาย ทำให้ร่างกายชุ่มชื่น ช่วยแก้อาการอ่อนเพลีย
  • ช่วยปรับสมดุลของร่างกาย ปรับการทำงานของต่อมไร้ท่อต่าง ๆ
  • ช่วยแก้อาการหน้ามืดเป็นลม
  • ช่วยแก้อาการเหงื่อออกไม่รู้ตัว กระหายน้ำ
  • ช่วยแก้อาการเบื่ออาหาร
  • ช่วยแก้หัวใจเต้นผิดปกติ หรือหายใจผิดปกติ
  • โสมมีสรรพคุณเป็นยาช่วยบำรุงหัวใจ โดยออกฤทธิ์คล้ายกับยา digoxin ช่วยป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด ป้องกันภาวะเส้นเลือดอุดตัน
  • ใช้รักษาและป้องกันโรคผนังเส้นเลือดแดงใหญ่หนาและแข็ง โดยโสมจะไปช่วยทำให้คอเลสเตอรอลที่เกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือดลดน้อยลง
  • โสมมีฤทธิ์ต้านการจับตัวกันของเกล็ดเลือด อันเป็นสาเหตุสำคัญของการอุดตันของหลอดเลือด
  • โสมมีฤทธิ์สร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งสามารถนำมาใช้รักษาผู้ที่มีเลือดน้อยหรือผู้ที่โลหิตจางและความดันต่ำได้ และยังช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงในกระดูกได้อีกด้วย
  • โสมมีฤทธิ์ต้านพิษต่อตับ โดยโสมสามารถช่วยป้องกันการเกิดพิษต่อตับอันเกิดจากคลอโรฟอร์ม คาร์บอนเตตระคลอไรด์และแอลกอฮอล์ได้
  • ใช้เป็นยารักษาโรคเกี่ยวกับความผิดปกติต่าง ๆ เช่น หย่อนสมรรถภาพทางเพศ อาการท้องผูก ระบบทางเดินอาหารทำงานผิดปกติ โลหิตจาง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และความเครียด
  • ช่วยลดอาการร้อนวูบวาบในหญิงวัยหมดประจำเดือนหรืออาการวัยทอง
  • ช่วยลดอาการผิวหนังแห้งและเหี่ยวย่น จึงช่วยทำให้ผิวชุ่มชื่นขึ้น
  • ช่วยเร่งฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายของผู้ป่วย ช่วยลดอาการข้างเคียงจากการฉายรังสี จากการศึกษาพบว่าโสมสามารถช่วยต่อต้านโรคและอันตรายที่เกิดจากรังสีรวมถึงสารพิษต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • นอกจากนี้ยังมีข้อมูลอื่น ๆ ที่ระบุว่าโสมมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัส HIV-1, ป้องกันอันตรายจากรังสีแกมมา, กระตุ้นการสร้างอสุจิ, เร่งการเจริญเติบโตของรังไข่และการตกไข่, ช่วยลดการหลั่งกรดและน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ช่วยยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ฯลฯ 

       4. กระชายดำ    

            

  • จากการค้นคว้าเอกสารงานวิจัยพบว่า สมุนไพรไทยกระชายดำนั้นมีสรรพคุณมากมาย และสามารถช่วยรักษาโรคต่าง ๆ ได้เกือบ 100 ชนิด
  • ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยชะลอความแก่ มีคุณค่าทางคงกระพันชาตรี ด้วยการใช้เหง้านำมาหั่นเป็นแว่น แล้วนำไปตากแดดจนแห้ง นำมาบดให้เป็นผงละเอียดผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นยาลูกกลอน ใช้กินเช้าเย็น
  • ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ด้วยการใช้เหง้าผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นเป็นยาดองเหล้า (เหง้า)
  • ว่านกระชายดำช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย (เหง้า)
  • ช่วยบำรุงผิวพรรณของสตรีให้สวยสดใส ดูผุดผ่อง (เหง้า)
  • ช่วยบำรุงฮอร์โมนเพศชาย[6] หากสุภาพสตรีรับประทานแล้วจะช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนทางเพศ (เหง้า)
  • ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ บำรุงสมรรถภาพทางเพศชาย แก้กามตายด้าน ด้วยการใช้เหง้าสดนำมาดองกับเหล้าขาวและน้ำผึ้งแท้ (ในอัตราส่วน 1 กิโลกรัม : เหล้าขาว 3 ขวด : น้ำผึ้ง 1 ขวด) ดองทิ้งไว้ประมาณ 9-15 วัน แล้วนำมาใช้ดื่มวันละ 1-2 เป๊ก (เหง้า) (กระชายดําไม่ได้เป็นยาปลุกอารมณ์ทางเพศ แต่ช่วยทำให้อวัยวะเพศชายแข็งตัวได้ง่ายและบ่อยขึ้น มีระยะเวลาในการแข็งตัวที่นานขึ้น และสำหรับผู้ที่ไม่ได้มีปัญหาดังกล่าวก็สามารถรับประทานเพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงได้)
  • ช่วยกระตุ้นระบบประสาท บำรุงประสาท ทำให้ร่างกายกระชุ่มกระชวย (เหง้า)
  • ช่วยในการนอนหลับ แก้อาการนอนไม่ค่อยหลับในตอนกลางคืน ช่วยทำให้นอนหลับดีขึ้น (เหง้า)
  • ช่วยบำรุงหัวใจ[3],[8] ช่วยขยายหลอดเลือดหัวใจ แก้โรคหัวใจ (เหง้า)
  • ช่วยบำรุงโลหิตของสตรี (เหง้า)
  • ช่วยในระบบหมุนเวียนโลหิตของร่างกาย ทำให้โลหิตไหลเวียนได้ดีขึ้น (เหง้า)
  • ช่วยทำให้เจริญอาหาร (เหง้า)
  • ช่วยรักษาโรคความดันโลหิต รักษาสมดุลของความดันโลหิต (เหง้า)
  • ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด (เหง้า)
  • ช่วยรักษาโรคภูมิแพ้ (เหง้า)
  • ช่วยแก้หอบหืด (เหง้า)
  • ช่วยแก้อาการใจสั่นหวิว แก้ลมวิงเวียน (เหง้า)
  • เหง้าใช้ต้มดื่มแก้โรคตา ช่วยรักษาสายตา (เหง้า)
  • ช่วยรักษาแผลในช่องปาก ปากเป็นแผล ปากเปื่อย ปากแห้ง (เหง้า)
  • ช่วยแก้โรคตานซางในเด็ก แก้ซางตานขโมยในเด็ก (เหง้า)
  • ช่วยแก้อาการแน่นหน้าอก (เหง้า)
  • ช่วยรักษาโรคในช่องท้อง มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ (เหง้า)
  • ช่วยขับลม แก้อาการจุกเสียด (เหง้า)
  • ช่วยแก้อาการปวดท้อง ปวดมวนในท้อง อาการท้องเดิน (เหง้า) หากมีอาการท้องเดินให้ใช้เหง้านำมาปิ้งไฟให้สุกแล้วนำมาตำให้ละเอียด ใช้ผสมกับน้ำปูนใสแล้วคั้นเอาแต่น้ำมาดื่มครั้งละ 3-5 ช้อนแกงหลังจากการถ่ายเนื่องจากมีอาการท้องเดิน (เหง้า)
  • ช่วยรักษาโรคท้องร่วง (เหง้า)
  • ช่วยในการย่อยอาหาร รักษาระบบการย่อยอาหารให้เกิดความสมดุล (เหง้า)
  • กระชายดำแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ (เหง้า)
  • ช่วยรักษาโรคบิด แก้อาการบิดเป็นมูกเลือด (เหง้า)
  • สรรพคุณกระชายดำ ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารอันเนื่องมาจากการรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา (เหง้า)
  • ช่วยขับปัสสาวะ แก้อาการขัดเบา แก้ปัสสาวะพิการ (เหง้า)
  • ช่วยแก้อาการตกขาวของสตรี (เหง้า)
  • ช่วยขับประจำเดือน แก้อาการประจำเดือนมาไม่เป็นปกติของสตรี (เหง้า)
  • เหง้าใช้โขลกผสมกับเหล้าขาวคั้นเป็นน้ำดื่ม ช่วยแก้โรคมดลูกพิการ มดลูกหย่อนได้ (เหง้า)
  • ช่วยแก้ฝีอักเสบ (เหง้า)
  • ช่วยรักษากลากเกลื้อน (เหง้า)
  • ช่วยแก้อาการปวดหลัง ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดกล้ามเนื้อ และมีอาการเหนื่อยล้า (เหง้า)
  • ช่วยรักษาโรคปวดข้อ (เหง้า)
  • ช่วยรักษาโรคเกาต์ (เหง้า)
  • ช่วยแก้อาการเหน็บชา (เหง้า)
  • กระชายดำช่วยขับพิษต่าง ๆ ในร่างกาย (เหง้า)
  • ช่วยรักษาอาการมือเท้าเย็น (เหง้า)
  • กระชายดำมีฤทธิ์ในการช่วยรักษาเชื้อราที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคผิวหนัง (เหง้า)
  • เหง้าใช้ต้มกับน้ำให้สตรีหลังคลอดบุตรดื่ม จะช่วยขับน้ำนม รักษาอาการตกเลือด และช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น (เหง้า)

      

        5. เก๋ากี้

           

       การแพทย์แผนจีนจัดให้เก๋ากี้เป็นยารสหวาน มีฤทธิ์เป็นกลาง แก้ไอ เสมหะน้อย เจ็บร้อนผ่าวในลำคอ จมูกและปากแห้ง วิงเวียนศีรษะ หน้ามืดตาลาย บำบัดโรคตาบอดกลางคืน หูอื้อ บำรุงไต เลือด         ตับ และ แก้กลุ่มอาการร่างกายอ่อนแอ สายตามืดมัว ซูบผอม ปวดเอว กระตุ้นการทำงานของลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ กล่อมประสาท ช่วยให้นอนหลับได้ดี และยังสามารถลดน้ำตาลในเลือด บำบัด         อาการน้ำกามหลั่งเอง

      ในตำราเภสัชศาสตร์โบราณของจีนเล่มหนึ่งบันทึกไว้ว่า “เก๋ากี้บำรุงไต บำรุงปอด บำรุงสายตา”
      ผู้ที่เป็นหวัด ตัวร้อน อาหารไม่ย่อย ท้องผูก อุจจาระเหลว ไม่ควรรับประทาน

      เก๋ากี้ หรือโกจิเบอร์รี่ มีเบต้าแคโรทีนสูง มีวิตามินอีมาก ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีกรดกำมะถัน เอมีน แคลเซียม ธาตุเหล็ก และวิตามินบี 2

เนื่องจากว่าลูกเก๋ากี้มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายตัว จากงานวิจัยใหม่ ๆ พบว่าลูกเก๋ากี้มีผลในการเสริมภูมิต้านทานโรค เพิ่มจำนวนของเม็ดเลือดขาวในร่างกาย ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในเลือด ป้องกันไขมันพอกตับ และช่วยทำให้เซลล์ตับทำงานได้ดีขึ้น

มีรายงานการศึกษาที่พบว่าคุณสมบัติของสารต้านอนุมูลอิสระของ Lycium barbarum หรือลูกเก๋ากี้นี้ มีประโยชน์ในการต่อต้านโรคหลอดเลือดหัวใจ, ต้านการอักเสบ และโรคเกี่ยวกับการมองเห็น เช่น การเสื่อมของ macular (จุดกลางรับภาพของจอประสาทตา), โรคต้อหิน นอกจากนี้ ลูกเก๋ากี้ยังมี neuroprotective properties (การป้องกันหรือชะลอการตาย. ของเซลล์ประสาท รวมไปถึงการทำให้เซลล์ประสาทที่ตายฟื้นกลับ

ในเก๋ากี้(โกจิเบอร์รี่) พบซีแซนทีน Zeaxanthin ในปริมาณที่ต่างกันตามแหล่งที่มา ตั้งแต่ 2.4 มก ไปจนถึง 82.4 มก ซึ่งเป็นปริมาณ 77% ของแคโรทีนอยด์ที่พบในลูกเก๋ากี้

หมายเหตุ : ซีแซนทีน Zeaxanthin เป็นสารธรรมชาติ ในตระกูลของสาร แคโรทีนอยด์ แต่มีความแตกต่างจากคาโลทีนอยด์ชนิดอื่นตรงที่จะไม่เปลี่ยนไปเป็นวิตามิน เอ ลูทีน และซีแซนทีน มีในเนื้อเยื่อของร่างกายมนุษย์หลายจุดด้วยกัน ส่วนของร่างกายที่มีสาร ลูทีน และซีแซนทีน ได้แก่ในลูกตา คือ ที่เลนส์ตา และจอรับภาพของตา คือเรติน่า ตรงตำแหน่ง จุดรับภาพของลูกตา ( Macula ) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญที่สุดในจอตาเรติน่าเพราะเป็นจดุที่รูปภาพและส่วนมากจะมาตกบริเวณนี้ เป็นส่วนที่จอตารับภาพได้ชัดที่สุดนั่นเอง ในธรรมชาติแล้วแม้จะมีแคโรทีนอยด์มากกว่า 600 ชนิด แต่มีเพียง 20 ชนิดเท่านั้นที่พบในมนุษย์ และมีเพียง 2 ชนิดเท่านั้นที่พบในจุดรับภาพของลูกตา ( Macula ) คือ ลูทีน ( Lutein ) และ ซีแซนทีน ( Zeaxanthin ) ในจอตาทั้งคู่ทำหน้าที่ ช่วยกรองหรือป้องกันรังสีจากแสงแดดที่เป็นอันตรายต่อดวงตา และ- ช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตาไม่ให้ถูกทำลายโดยการลดอนุมูลอิสระและกรองแสงสีน้ำเงินที่จะทำลายดวงตา
นอกจากนี้ ลูทีน และซีแซนทีน ยังพบได้ใน ตับ ตับอ่อน ไต ต่อมหมวกไต และเต้านมแต่ก็เป็นสารที่ร่างกายสังเคราะห์เองไม่ได้ ร่างกายของเราจะได้รับสารนี้ก็ต่อเมื่อรับประทานพืชผักที่มีสารนี้เท่านั้น

        6. ชะเอมเทศ (Liquorice)

              

เป็นหนึ่งในพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณและประโยชน์ในการดูแลและรักษาโรคได้หลากหลายชนิด จนเป็นที่ยอมรับในหลายๆ ประเทศ อย่างในประเทศจีนที่ยกให้ชะเอมเทศเป็นสุดยอดสมุนไพรที่ช่วยในเรื่องการขับสารพิษในร่างกายได้เป็นอย่างดี หรือในประเทศญี่ปุ่นได้มีการศึกษาพบว่า รากของชะเอมเทศนั้นสามารถช่วยรักษาและบำรุงตับ ส่วนในประเทศสหรัฐอเมริกามีงานวิจัยระบุว่า สารสกัดจากรากชะเอมเทศมีสรรพคุณในการต้านแบคทีเรีย และในประเทศอังกฤษก็มีผลการวิจัยพบว่า ชะเอมเทศช่วยป้องกันโรคมะเร็งผิวหนังได้

1. ชะเอมเทศมีสรรพคุณเป็นยาขับเสมหะได้เป็นอย่างดี ด้วยคุณสมบัติชุ่มคอจึงช่วยบรรเทาอาการไอ อาการระคายเคืองคอ คนที่มีอาชีพต้องใช้เสียงเป็นประจำอย่างนักร้องหรือนักพูดจึงนิยมกินเพื่อช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้แก่ลำคอและกล่องเสียง

2. ประโยชน์ของชะเอมเทศช่วยเสริมเพิ่มพลัง ชะเอมเทศเป็นสมุนไพรที่เหมาะกับนักกีฬาหรือคนที่ต้องใช้แรงงาน เพราะมีคุณสมบัติช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง แก้อาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง บำรุงกำลัง และแก้อาการอ่อนเพลียจากการทำงานหนัก

3. ชะเอมเทศสามารถช่วยขจัดสารพิษต่างๆ ที่สะสมอยู่ในร่างกายให้น้อยลง โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ จึงทำให้เป็นสมุนไพรที่นิยมนำมาใช้ในการขับสารพิษมากกว่าสมุนไพรชนิดอื่น

4. ชะเอมเทศมีประโยชน์ต่อกระเพาะอาหาร ช่วยในการย่อยอาหาร บรรเทาอาการอาหารเป็นพิษ ป้องกันและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร และยังช่วยบำรุงม้ามให้ทำงานอย่างเป็นปกติ

5. ชะเอมเทศแก้อาการกระหายน้ำ ร้อนใน ช่วยระบายความร้อนและขับพิษร้อนในร่างกายได้

6. ชะเอมเทศมีฤทธิ์ช่วยกล่อมประสาท ลดอาการเกร็ง และช่วยในการนอนหลับได้ดีขึ้น

7. สรรพคุณชะเอมเทศช่วยบำรุงตับ ช่วยรักษาและฟื้นฟูร่างกายจากโรคไวรัสตับอักเสบ และสามารถลดเอนไซม์ในตับ ทำให้ตับทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

8. ชะเอมเทศช่วยให้ระบบการไหลเวียนเลือดในร่างกายดี บำรุงเลือด รักษาอาการเส้นเลือดขอด หลอดเลือดดำอุดตันและอักเสบได้

9. ชะเอมเทศมีสรรพคุณช่วยลดอาการปวด แก้อาการอักเสบคล้ายสารสเตอรอยด์ แต่ชะเอมเทศไม่มีผลข้างเคียงเหมือนสารสเตอรอยด์ จึงมีการนำมาใช้เป็นส่วนผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นเพื่อช่วยลดอาการอักเสบ

10. ประโยชน์ของชะเอมเทศช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ เนื่องจากชะเอมเทศมีสารเคมีสำคัญอย่างกลีเซอไรซิน ไฟโตเอสโตรเจน ฟลาโวนอยด์ เป็นต้น ซึ่งเป็นสารเคมีสำคัญที่จะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง

11. ชะเอมเทศช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของฟันผุ รวมทั้งสามารถทำลายเชื้อจุลินทรีย์และยับยั้งการอักเสบของผิว ทำให้จุดด่างดำ ฝ้า กระ บนใบหน้าลดลง จนได้รับการยอมรับในแวดวงความงาม

12. ชะเอมเทศมีสรรพคุณช่วยรักษาหืดหอบ รวมถึงอาการของโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง และโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจได้เป็นอย่างดี

13. ชะเอมเทศสามารถใช้เป็นยาภายนอก เพื่อรักษาอาการอักเสบบริเวณผิวหนังตามแขนและขาที่แตกเป็นขุย เป็นผื่นแดงหรือคัน บรรเทาอาการคันได้

14. รากของชะเอมเทศช่วยแก้อาการใจสั่นได้ อีกทั้งช่วยบำรุงหัสใจ

15. รากชะเอมเทศมีสรรพคุณขับเลือดเสียในช่องท้องได้

         7. มะตูม 

              

  • ผลแก่แต่ไม่สุกใช้รับประทานเป็นยาบำรุงร่างกาย รักษาธาตุ บำรุงธาตุไฟ
  • ผลสุกสามารถนำมาใช้เป็นยาระบายได้
  • ช่วยรักษาอาการท้องร่วง ท้องเดิน โรคลำไส้
  • ใช้รักษาอาการท้องผูกเรื้อรังได้
  • ใบสดนำมาคั้นเอาน้ำ ใช้แก้หวัด
  • เปลือกรากและลำต้นจะช่วยแก้อาการไข้จับสั่น
  • แก้ลม แก้มูกเลือด
  • ช่วยรักษาอาการหลอดลมอักเสบ

          8. ดอกอัญชัญ

            

สารเคมีที่สำคัญที่อยู่ในดอกอัญชัน ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “แอนโธไซยานิน” สารที่ว่านี้ มีความสามารถโดดเด่น ในการช่วยไปกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น ดังนั้น แชมพูหรือครีมบำรุงผมหลายๆ ยี่ห้อ จึงสกัดเอาสารนี้จากดอกอัญชัน ไปเป็นส่วนประกอบเพื่อให้เส้นเลือดบริเวณศีรษะทำงานได้ดีขึ้น รากผมจึงแข็งแรงและกระตุ้นเซลล์บริเวณหนังศีรษะ ให้เกิดการงอกของเส้นผมใหม่ จึงทำให้ผมดกดำนั่นเอง แต่ไม่เพียงแค่ใช้เพื่อประโยชน์ในการบำรุงเส้นผม หรือทำให้ผมดกหนาเท่านั้น อัญชันยังมีความพิเศษในตัวอีกหลายประการ เช่น

  • สารที่มีสีฟ้าในดอก มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ
  • จึงช่วยป้องกัน และชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว และทำให้ผิวมีความแข็งแรงขึ้น
  • ซึ่งสามารถชะลอการเกิดริ้วรอยบริเวณใบหน้า ก่อนวัยอันควรได้
  • บรรเทาอาการปัญหาเกี่ยวกับสายตา ซึ่งผลมาจากโรคเบาหวาน เช่น ตาเสื่อมสภาพ ตาฟาง ต้อหิน หรือต้อกระจก เป็นต้น และทำให้ภาวะการมองเห็นดีขึ้น
  • อัญชันมีฤทธิ์ในการช่วยละลายลิ่มเลือด จึงช่วยป้องกันโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินโลหิต
  • ช่วยต้านหรือลดความเสี่ยง ต่อการเกิดโรคมะเร็ง
  • สามารถนำมาใช้เป็นยาระบาย และขับปัสสาวะได้
  • สามารถแก้อาการเขียวฟกช้ำตามร่างกาย
  • ช่วยลดหรือบรรเทาอาการ สำหรับผู้ที่มีการเหน็บชาบ่อยๆ โดยเฉพาะบริเวณมือและเท้า

          9.เก็กฮวย

             

เก๊กฮวยเป็นพืชสมุนไพรที่มีอยู่หลายสายพันธุ์ โดยเก๊กฮวยดอกสีเหลืองเป็นชนิดที่คนนิยมนำมาบริโภคในรูปแบบของเครื่องดื่ม ชาสมุนไพร หรือนำมาประกอบอาหารมากกว่าชนิดอื่น ๆ โดยเชื่อว่าการดื่มหรือบริโภคเก๊กฮวยจะช่วยบรรเทาอาการหวัด ลดไข้ ป้องกันโรคเบาหวาน ลดความดันโลหิต หรือต้านมะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์คุณสมบัติต่าง ๆ ของเก๊กฮวยยังคงมีจำกัด ดังนั้น ผู้บริโภคควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนการรับประทานเก๊กฮวยหรือผลิตภัณฑ์ใด ๆ จากเก๊กฮวย

โดยข้อมูลทางการแพทย์บางส่วนที่ศึกษาประสิทธิผลต่อสุขภาพจากการบริโภคเก๊กฮวย มีดังนี้

ลดความดันโลหิต

ความดันโลหิตสูงเป็นภาวะที่ความดันในหลอดเลือดแดงสูงกว่าปกติ และอาจส่งผลต่อสุขภาพด้านต่าง ๆ ซึ่งแพทย์มักแนะนำให้ผู้ป่วยปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตโดยเฉพาะด้านการรับประทานอาหารควบคู่ไปกับการรักษาด้านอื่น ๆ โดยบางคนนิยมรับประทานเก๊กฮวยเป็นการรักษาเสริมตามตำราแพทย์แผนจีน เพราะเชื่อว่าสมุนไพรชนิดนี้ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและต้านกระบวนการอักเสบ ซึ่งอาจส่งผลดีต่อการรักษาและป้องกันภาวะความดันโลหิตสูงได้

จากการวิจัยบางส่วนเกี่ยวกับการรักษาโรคความดันโลหิตสูงตามศาสตร์แพทย์แผนจีนระบุว่า เก๊กฮวยอาจช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะจากความดันโลหิตสูง และมีฤทธิ์ลดระดับความดันโลหิตลงได้ และยังมีข้อมูลจากการศึกษางานค้นคว้าที่ให้หนูทดลองกินสารสกัดจากเก๊กฮวยในปริมาณ 100-300 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ซึ่งพบว่าความดันโลหิตในหนูทดลองลดลงด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเหล่านี้เป็นการเก็บข้อมูลจากหนังสือโภชนาการบำบัดการแพทย์แผนจีน และบางส่วนเป็นเพียงการทดลองในสัตว์ ทำให้ข้อมูลที่ได้อาจยังไม่เพียงพอจะยืนยันประสิทธิผลของการใช้เก๊กฮวยรักษาโรคความดันโลหิตสูง จึงควรค้นคว้าวิจัยในด้านนี้ให้รอบด้านและควรศึกษาทดลองในมนุษย์ต่อไปด้วย

รักษาโรคเบาหวาน

กล่าวกันว่าการบริโภคเก๊กฮวยหรือผลิตภัณฑ์จากเก๊กฮวยอาจช่วยต้านโรคเบาหวานได้ เพราะสารประกอบในเก๊กฮวยอย่างสารฟีนอลและฟลาโวนอยด์อาจช่วยยับยั้งการทำงานเอนไซม์ที่มีผลต่อการดูดซึมน้ำตาลบางชนิด และอาจเป็นผลดีต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งอาจเป็นผลดีต่อการรักษาโรคเบาหวานได้

จากการสืบค้นงานวิจัยเมื่อนานมาแล้ว มีการทดลองให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 188 ราย รับประทานผลิตภัณฑ์จากเก๊กฮวยครั้งละ 8 กรัม วันละ 3 ครั้ง เปรียบเทียบกับผู้ป่วยอีกกลุ่มที่ไม่ได้บริโภคเก๊กฮวย ผลการตรวจเลือดหลังจากผ่านไป 6 เดือนพบว่า กลุ่มที่รับประทานเก๊กฮวยมีความไวของอินซูลินเพิ่มขึ้นในผู้ที่เพิ่งเป็นเบาหวาน และยังมีระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่มีความหนืดของเลือดและระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ลดลงด้วยเช่นกัน นักวิจัยจึงคาดว่าผลิตภัณฑ์จากเก๊กฮวยอาจช่วยเพิ่มความไวของอินซูลินในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ นอกจากนี้ การทดสอบสารสกัดจากเก๊กฮวยผสมกับสารสกัดจากพืชชนิดต่าง ๆ ที่ศึกษาในห้องทดลอง พบว่าสารสกัดจากเก๊กฮวยผสมกับลูกหม่อนมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์แอลฟาอะไมเลส (Alpha-Amylase) ที่หลั่งจากตับอ่อน รวมถึงยับยั้งเอนไซม์ซูเครสและมอลโทสในลำไส้เล็กได้เล็กน้อย ซึ่งช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลบางส่วนเข้าสู่ร่างกาย และอาจช่วยป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหลังมื้ออาหารได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม โรคเบาหวานเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แม้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ข้างต้นอาจแสดงประโยชน์บางส่วนของเก๊กฮวยต่อการรักษาและป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แต่ยังไม่เพียงพอต่อการสรุปประสิทธิผลด้านนี้ได้อย่างชัดเจน เนื่องจากบางการศึกษาเป็นงานค้นคว้าเก่าที่อาจไม่ครอบคลุมปัจจัยในการรักษาโรคเบาหวานได้ทั้งหมด และบางงานวิจัยก็เป็นการทดลองใช้เก๊กฮวยร่วมกับสารสกัดจากพืชชนิดอื่น จึงควรมีการค้นคว้าเพิ่มเติมให้ทราบผลแน่ชัดก่อนนำเก๊กฮวยมาประยุกต์ใช้เพื่อการรักษาหรือป้องกันโรคเบาหวาน

ต้านมะเร็งต่อมลูกหมาก

มะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นโรคที่เกิดจากเซลล์ในต่อมลูกหมากเกิดความผิดปกติจนเติบโตอย่างรวดเร็วและทำให้เกิดอาการป่วยต่าง ๆ ตามมา คาดว่าการบริโภคเก๊กฮวยอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ เนื่องจากเก๊กฮวยประกอบด้วยสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ที่เชื่อกันว่ามีฤทธิ์ต้านการอักเสบและยับยั้งการผลิตฮอร์โมนแอนโดรเจนที่มีบทบาทในการควบคุมการเจริญเติบโตของต่อมลูกหมาก

จากข้อสันนิษฐานดังกล่าว ทำให้เกิดการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์จากเก๊กฮวยและสมุนไพรรวม 8 ชนิดในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก เพื่อดูระดับของสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมากหรือค่า PSA เพราะหากค่าที่ตรวจได้สูงกว่าปกติอาจบ่งบอกถึงความผิดปกติของต่อมลูกหมาก โดยในการเก็บข้อมูลครั้งแรกพบว่าอาสาสมัครประมาณ 88 เปอร์เซ็นต์มีค่า PSA อยู่ในระดับต่ำ และมีเพียง 12 เปอร์เซ็นต์ที่มีค่า PSA เพิ่มขึ้นจากเดิม อีกประมาณ 3 ปีต่อมา มีการเก็บข้อมูลอีกครั้ง พบว่าผู้ป่วย 93 เปอร์เซ็นต์มีค่า PSA อยู่ในระดับดี และมีเพียง 7 เปอร์เซ็นต์ที่มีค่า PSA เพิ่มขึ้น ผลโดยรวมจึงระบุว่าผลิตภัณฑ์จากเก๊กฮวยและสมุนไพรดังกล่าวส่งผลดีต่อการควบคุมระดับ PSA ในเลือด ซึ่งอาจดีต่อการควบคุมมะเร็งต่อมลูกหมาก

นอกจากนี้ การศึกษาอีกงานหนึ่งที่ให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากรับประทานอาหารเสริมจากเก๊กฮวยและสมุนไพรอื่น ๆ ครั้งละ 3 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง หลังจากรักษาด้วยวิธีฮอร์โมนบำบัดหรือเคมีบำบัดเป็นระยะเวลาเฉลี่ย 8 เดือน ผลพบว่าผู้ป่วยจำนวน 87 เปอร์เซ็นต์มีค่า PSA ลดลงประมาณ 40-50 เปอร์เซ็นต์ แต่จากการทดลองดังกล่าวก็พบว่าผู้ป่วยเผชิญผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น อาการคลื่นไส้ ท้องร่วง หรือเจ็บบริเวณหัวนม

อย่างไรก็ตาม งานค้นคว้าข้างต้นเป็นการคาดการณ์จากงานวิจัยเก่า แม้พบว่าการรับประทานเก๊กฮวยอาจเป็นประโยชน์ในการป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่กลไกควบคุมระดับ PSA ยังเกี่ยวข้องกับอีกหลายกระบวนการในร่างกาย และค่า PSA สูงกว่าปกติเป็นเพียงแนวโน้มที่บ่งบอกว่าผู้ป่วยอาจเกิดความผิดปกติที่ต่อมลูกหมาก ไม่ได้เป็นการวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากเสมอไป ดังนั้น จนกว่าจะมีหลักฐานทางการแพทย์ที่แน่ชัดและสามารถยืนยันประสิทธิภาพของเก๊กฮวยต่อการรักษาหรือป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้ ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมายหรือผู้ที่ตรวจพบค่า PSA สูง ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด และหากพบว่าป่วยด้วยมะเร็งต่อมลูกหมาก ควรเข้ารับคำแนะนำจากแพทย์และรับการการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสม

10. พริกไทย

           

        ประโยชน์และสรรพคุณของพริกไทย
ช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย
ช่วยให้ระบบเลือดภายในร่างกายทำงานได้ปกติและไหลเวียนดี
ช่วยยับยั้งและต่อต้านการก่อเกิดเซลล์มะเร็งร้ายในร่างกาย
ช่วยให้ระบบลำไส้และกระเพาะอาหารดีขึ้น และอาหารย่อยได้ง่ายขึ้น
ช่วยให้เจริญอาหาร รวมทั้งให้รับรสได้ดีขึ้น
ช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ หรือคลื่นไส้อาเจียน
ช่วยบรรเทาอาการท้องอืด หรือท้องเสีย ขับลมในกระเพาะ
ช่วยขับเสมหะทำให้รู้สึกโล่งคอ
สามารถใช้เพื่อดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ได้ดี และเพิ่มรสชาติให้อร่อยและน่ารับประทานมากขึ้น
สามารถนำมาทำเป็นน้ำมันหอมระเหย สูดดมสำหรับผู้ติดบุหรี่ให้บรรเทาอาการอยากหรือหงุดหงิดลงได้ดี
ช่วยลดน้ำหนักโดยขจัดไขมันส่วนเกินออกจากร่างกายได้ เนื่องจากมีฤทธิ์ร้อนช่วยเข้าไปกระตุ้นให้ระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น

11. ใบบัวบก

             

          ทั้งต้น – ช่วยบำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ แก้อาการอ่อนเพลีย แก้ช้ำใน รวมทั้งช่วยขับปัสสาวะ แก้ร้อนในกระหายน้ำ ช่วยรักษาบาดแผล ตลอดจนแก้โรคเรื้อน กามโรค ปวดศีรษะข้างเดียว และแก้อาการตับอักเสบ ให้รสหอมเย็น
           เมล็ด – ช่วยแก้อาการไข้ ปวดศีรษะ และแก้โรคบิด ให้รสขมเย็น

          ซึ่งใบบัวบกนั้นเป็นพืชสมุนไพรที่ให้ฤทธิ์เย็นเหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะร่างกายร้อน แต่ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ขี้หนาว หรือมีระบบการย่อยอาหารไม่ดี ดังนั้น ก่อนรับประทานจึงควรคำนึงถึงสุขภาพร่างกายความพร้อมของตนเอง              เป็นสำคัญด้วย

         12. ส้มแขก

                

            

  • ช่วยแก้อาการไอ (ดอก)
  • ใช้เป็นยาขับเสมหะ (ดอก)
  • ผลแก่นำมาใช้ทำเป็นชาลดความดันได้ หรือจะใช้ดอกก็ได้ (ผลแก่, ดอก)
  • ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ด้วยการใช้ดอกตัวผู้แห้งต้มกับน้ำ (อัตราส่วน 7 ดอก : น้ำ 1 ลิตร) เติมน้ำครั้งที่สองใส่ดอก 3 ดอกต่อน้ำ 1 ลิตร โดยไม่ต้องทิ้งดอกที่ต้มในครั้งแรก แล้วนำมาดื่ม (ดอกตัวผู้)
  • ใช้เป็นยาสมุนไพรช่วยฟอกโลหิต
  • ใช้ทำเป็นยาแก้กระษัย ด้วยการนำมาตากแห้งแล้วต้มกับน้ำผสมกับรากมังคุดและรากจูบู (ราก)
  • ตำรายาพื้นบ้านใช้ส้มแขกทำเป็นยาบรรเทาอาการปวดท้องในสตรีมีครรภ์
  • ส้มแขกมีสรรพคุณใช้เป็นยาระบายอ่อน ๆ
  • ใบสดน้ำมารับประทานช่วยแก้อาการท้องผูก (ใบ)
  • มีฤทธิ์เป็นยาขับปัสสาวะ
  • รากใช้ทำเป็นยารักษานิ่ว ด้วยการนำมาตากแห้งแล้วต้มกับน้ำผสมกับรากมังคุดและรากจูบู (ราก)
  • ผลส้มแขกมีสรรพคุณช่วยลดความอยากอาหาร ความรู้สึกหิวอาหาร
  • ช่วยเร่งระบบการเผาผลาญอาหาร
  • ช่วยดักจับแป้งและไขมันจากอาหารที่รับประทานเข้าไป
  • สารสกัดจากส้มแขกช่วยทำให้ลำไส้เกิดการเคลื่อนไหวตัวได้เร็วขึ้นและขับไขมันออกมา
  • ส้มแขกลดน้ําหนัก เนื่องจากผลส้มแขกมีกรดมีกรดไฮดรอกซีซิตริก (HCA) มีสรรพคุณในการช่วยลดน้ำหนักและช่วยลดไขมันส่วนเกินของร่างกายได้
  • มีคุณสมบัติช่วยสกัดกั้นการเปลี่ยนแปลงของคาร์โบไฮเดรต (อาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล) ไม่ให้เปลี่ยนเป็นไขมันสะสมตามร่างกายได้ แต่จะนำไปเป็นพลังงานให้ร่างกาย ทำให้ร่างกายไม่อ่อนเพลีย

 

ใบจดทะเบียนอาหาร

เครื่องดื่มบัดดี้เบอรี่ได้ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา โดยมีเลขสารบบอาหาร เลขที่ 74-2-03759-2-0007 

ขนาดบรรจุ

เครื่องดื่มบัดดี้เบอรี่ บรรจุในขวดแก้วปริมาณ 250 มิลลิลิตร(cc) 

วิธีการบริโภค

ให้กินวันละ 60 มิลลิลิตร (เรามีถ้วยตวงขนาด 30 มิลลิลิตรอยู่ในกล่องบรรจุสินค้าทุกกล่อง) หรือ 2 ถ้วยตวง กินได้ทั้งก่อนและหลังอาหาร หรือท้องว่าง วิธีการกินที่เห็นผลชัดเจนคือกินทันทีที่ตื่นนอนแล้วตามด้วยน้ำสะอาด 1 แก้ว และ ก่อนนอนไม่เกิน 2 ทุ่มครึ่งอีก 1 ถ้วยตวง ตามด้วยน้ำสะอาดเช่นเดียวกัน

 

โฆษณาเครื่องดื่มบัดดี้เบอรี่ เรื่องโอกาส

ประสบการณ์ผู้ดื่มบัดดี้เบอรี่ คุณประภาพร นิ่วในกรวยไต

ประสบการณ์ผู้ดื่มบัดดี้เบอรี่ คุณตี๋ บ้านโหง่นขาม อุบลฯ โรคกระเพาะ

โฆษณาเครื่องดื่มบัดดี้เบอรี่ Version 1

ประสบการณ์ผู้ดื่มเครื่องดื่มบัดดี้เบอรี่ แม่บังอร งมหอย ศรีสะเกษ มือเปื่อย กระเพาะอักเสบ

ประสบการณ์ผู้ดื่มเครื่องดื่มบัดดี้เบอรี่ แม่คำผิน เบาหวาน ความดัน

ความเสื่อมของร่างกายเกิดขึ้นได้ในทุกๆ วัน แต่ก็จะมีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาซ่อมแซม เป็นกลไกธรรมชาติ
ของร่างกาย แม้กระทั่งเด็กๆ ก็สามารถเกิดความเสื่อมของร่างกายได้เหมือนกัน แต่เป็นการเกิดขึ้นเพียง
เล็กน้อยไม่แสดงออกมาให้เห็นภายนอกอย่างชัดเจนเหมือนกับผู้ใหญ่ ที่เมื่ออายุมากขึ้นความเสื่อมของร่างกาย
ก็เกิดมากขึ้นตามด้วยโรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย เช่น โรคเบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิต มะเร็ง
เป็นต้นในปัจจุบันเราจะเห็นว่าโรคเหล่านี้เริ่มเกิดขึ้นได้ในเด็กมากขึ้น สาเหตุทั้งจากพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม
การรับประทานอาหารที่เป็นตัวเร่งความเสื่อมของร่างกายให้เกิดเร็วขึ้นหรือเกิดก่อนวัยอันควร
 
พญ.กฤดากร เกษรคำ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านชะลอวัย จาก AddLife Anti-Aging Center ชั้น 2
ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้ให้ข้อมูลว่าความเสื่อมของร่างกายเกิดจากร่างกายมีสารอนุมูลอิสระ
มากเกินควรสารอนุมูลอิสระเกิดจากสองแหล่งใหญ่ๆ คือร่างกายเราเองเป็นผู้ผลิต ถ้าทานอาหารหวานจัดมันจัด
แคลอรี่สูงพักผ่อนน้อย ติดเชื้อบ่อย ก็จะมีสารอนุมูลอิสระมาก อีกแหล่งใหญ่คือ จากภายนอกร่างกาย เช่น
แสงแดด มลพิษ ควันบุหรี่ เป็นต้น
 
โดยเฉลี่ยคนเราจะเริ่มรู้สึกหรือมีอาการร่างกายเสื่อมเมื่ออายุประมาณ 30 ปี ซึ่งสังเกตได้จากอาการ
อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว นอนไม่หลับ ป่วยง่าย เป็นต้น แต่ในปัจจุบันการเกิดความเสื่อมในร่างกาย
มีแนวโน้มจะเกิดกับคนที่มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ด้วยสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป มีผลทำให้ร่างกายต้องเผชิญ
กับตัวเร่งความเสื่อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในแต่ละช่วงอายุจึงมีโอกาสเกิดความเสื่อมของอวัยวะในร่างกาย
ได้ตามวัย ซึ่งจะสัมพันธ์กับการเกิดโรค วิธีดูแลตนเองจึงควรทานวิตามินเสริมให้เหมาะสม รวมทั้งการดูแล
เรื่องอาหาร และการออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งสามารถแบ่งได้ตามช่วงวัยดังนี้
 
            •   ช่วงวัยเด็ก เป็นช่วงที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโต แต่ความเสื่อมก็อาจเกิดขึ้นได้ การรับประทาน
            อาหารไม่ถูกวิธีทำให้เกิดโรคเบาหวาน โรคอ้วน ดังนั้นการสร้างสุขนิสัยที่ดีเกี่ยวกับการรับประทาน
            อาหารและออกกำลังกายเป็นเรื่องสำคัญ
            วิตามิน เนื่องจากเป็นวัยที่เติบโตเร็ว จึงต้องการสารอาหารเพื่อการเจริญเติบโต เช่น ธาตุเหล็ก
            และแคลเซียม
            อาหาร ควรได้รับอาหารครบทุกหมวดหมู่โดยเฉพาะโปรตีน ผัก และผลไม้ ควรหลีกเลี่ยงขนมหวาน
            ออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายกลางแจ้ง ซึ่งนอกจากจะได้ความสนุกสนานแล้ว
            ยังได้รับวิตามินดี ซึ่งจำเป็นต่อการดูดซึมแคลเซียม ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง
 
            •    วัย 20 ปี เป็นวัยเริ่มทำงาน มักนอนดึก พักผ่อนน้อย ไม่มีโอกาสดูแลเรื่องอาหาร แต่เนื่องจาก
            อายุขัย ความเสื่อมอาจยังไม่มาก 
            วิตามิน วัยนี้ร่างกายยังแข็งแรงแต่เรียนหนัก และยังไม่ใส่ใจกับการรับประทานอาหาร ควรรับประทาน
            อาหารที่มีวิตามินซี และวิตามินบี
            อาหาร ควรได้รับอาหารครบทุกหมวดหมู่  
            ออกกำลังกาย ยังเป็นวัยที่มีพลังงานมากอยู่ ควรออกกำลังกายประเภทกระตุ้นการทำงานของ
            หัวใจเพื่อให้เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงร่างกายได้อย่างเต็มที่ เช่น แอโรบิค วิ่ง ว่ายน้ำ และเพิ่มมวลกระดูก
            มวลกล้ามเนื้อ ด้วยการยกน้ำหนัก 
 
            •    วัย 30-40 ปี เริ่มสร้างครอบครัว มีภาระความรับผิดชอบค่อนข้างสูง ความเครียดเกิดขึ้น
            ระดับฮอร์โมนเริ่มลดลง เริ่มมีอาการอ่อนเพลีย ไม่สดชื่น ปวดศีรษะ ปวดหลัง 
            วิตามิน วัยนี้มักเริ่มมีอาการเสื่อม เช่น อ่อนเพลีย นอนหลับไม่สนิท ควรเสริมวิตามินบี วิตามินซี
            วิตามินอี และโคเอนไซม์คิวเทน 
            อาหาร การเผาผลาญอาหารเริ่มไม่ดี อ้วนง่าย ควรเริ่มระวังอาหารประเภทที่มีแคลอรีสูง
            ไขมันสูง และอาหารหวาน อีกทั้งยังควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอลล์ 
            ออกกำลังกาย ยังคงเลือกออกกำลังกายที่ช่วยเพิ่มมวลกระดูก และกล้ามเนื้อ เช่น แอโรบิค  
            วิ่ง ว่ายน้ำ ยกน้ำหนัก 
 
            •    วัย 50 ปีขึ้นไป อาการต่างๆ จะชัดเจนมากขึ้น เริ่มนอนไม่หลับ หลับไม่สนิท สมรรถภาพ
            ทางเพศลดลง ผิวพรรณเริ่มมีริ้วรอยเหี่ยวย่น ตรวจสุขภาพเริ่มพบปัญหาไขมันหรือน้ำตาล
            ในเลือดสูง เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ เบาหวาน ความจำเสื่อม ซึ่งภาวะเหล่านี้ป้องกันได้
            โดยเริ่มต้นตั้งแต่ลดสารอนุมูลอิสระ รับประทานอาหารไม่หวานจัดมันจัด หรือเค็ม รับประทาน
            วิตามินเสริมที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงมลภาวะ และได้รับฮอร์โมนทดแทนสูตรธรรมชาติ
            ตามที่ร่างกายต้องการ
            วิตามิน เริ่มมีอาการเสื่อม เช่น อ่อนเพลีย นอนหลับไม่สนิท ควรเสริมวิตามินบี วิตามินซี
            วิตามินอี โคเอนไซม์คิวเทน น้ำมันปลา วิตามินดี แคลเซียม แมกนีเซียม Alphalipoic Acid
            เป็นต้น ถ้ามีปัญหาเฉพาะ เช่น นอนไม่หลับ ความจำลดลง ก็ต้องได้รับวิตามินเฉพาะสูตร
            อาหาร การเผาผลาญอาหารไม่ดีเหมือนเคย ควรทานอาหารที่ย่อยง่าย แคลอรีต่ำ หลีกเลี่ยง
            อาหารหวาน อาหารไขมันสูง และการดื่มแอลกอฮอลล์
            ออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในแบบที่ไม่หักโหม เช่น วิ่งจ๊อกกิ้ง
            ว่ายน้ำระยะทางใกล้ๆ หรือออกกำลังกายในน้ำเพื่อช่วยรักษาไขข้อ มวลกระดูก และมวลกล้ามเนื้อ
Monday, 12 February 2018 00:18

รายชื่อร้านค้า

กรุงเทพมหานคร

        โซนพุทธมณฑลสาย 4

  • บริษัท ปานวาด คอร์ปอเรชั่น จำกัด ถ.ศาลาธรรมสพน์ โทร. 081-665 2544 และ 061-616 4794
  • ร้านขายยาเสงี่ยมเภสัช 273/8 หมู่บ้านเศรษฐกิจ ซ.เศรษฐกิจ 22 ตรงข้าม รร.ราชวินิตบางแคปานขำ โทร. 02-808-1061
  • ร้านพรชัยเวชภัณฑ์ ซอยเพชรเกษม 116 (หมู่บ้าน ศิริเขต 1) เข้าซอยไป 30 เมตร หนองค้างพลู หนองแขม กรุงเทพมหานคร 10160
  • ร้านท่งอันโอสถ ตรงข้ามตลาดบางแค ถ.เพชรเกษม 
  • ร้านตระกูลยา เข้าซอยเพชรเกษม 79 หนองแขม ประมาณ 50 เมตร
  • ร้านเอแอนด์พี เข้าซอยเพชรเกษม 110 (เลยมหาวิทยาลัยธนนบุรี) ตรงข้ามมีสุขแมนชั่น ติดกับหมู่บ้านพฤกษา

        โซนอ่อนนุช

  • ร้านวิษณุเภสัช ใกล้ซอยอุดมสุข 9 ถ.อุดมสุข ตรงข้ามคอนโด บ้าน ณ อุดมสุข โทร. 02 747 9652
  • ร้านบ้านยา ปากซอยอุดมสุข 49 โทร. 081 628 1240
  • ร้าน ส.เจริญเวชภัณฑ์ ปากซอยด่านสำโรง 1 โทร. 02 757 2997
  • ร้านวงษ์ทรัพย์เภสัช ใกล้ปากซอยแบริ่ง 34 ติดกับบิ๊กซี มินิ โทร. 02 106 4226
  • ร้านจตุธรรมเภสัช เข้าซอยบางนา-ตราด 46(เคหะบางนา) ประมาณ 40 เมตร โทร. 02 746 9328
  • ร้านตงฮัวฮึ้งโอสถ ปากซอยอ่อนนุช ใกล้กับบิ๊กซีเอ็กซ์ตร้า อ่อนนุช โทร. 02 331 9917

 สมุทรปราการ

  • ร้านอุดมฟาร์มาซี ใกล้กับปากซอยสุขสวัสดิ์ 37/7 โทร. 02 463 4324

น้ำเบอรี่รวม 25% ผสมสมุนไพร  ตราบัดดี้เบอรี่

บัดดี้เบอรี่นำเอาส่วนผสมของเบอรี่หลายชนิดผสมผสานกับสมุนไพรไทยและจีน เพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ ดังเช่น

สตรอเบอรี่

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน American Journal of Clinical Nutrition ได้จัดอันดับสตรอเบอรี่เป็นอันดับ 3 ในอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่า 1,000 ชนิด สตรอเบอร์รี่ยังมี แอนโธไซยานินซึ่งอาจช่วยปกป้องระบบประสาทและหลอดเลือด ใน 1 ถ้วยของสตรอเบอร์รี่ มีพลังงานประมาณ 50 แคลอรี่ มีเส้นใยและวิตามินซีมากกว่าส้มขนาดกลาง และยังมีเส้นใยโฟเลตและโพแทสเซียมอยู่เป็นจำนวนมาก

บลูเบอร์รี่

การวิจัยพบว่าบลูเบอร์รี่อาจช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากและป้องกันโรคหัวใจ การวิจัยในสัตว์พบว่าสารสกัดบลูเบอร์รี่อาจช่วยเพิ่มความจำ ความสมดุลและการประสานงาน ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าจะช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ ใน 1 ถ้วยของบลูเบอรี่ มีพลังงงานประมาณ 84 แคลอรี่ บลูเบอร์รี่เป็นแหล่งวิตามินซีวิตามินซีและแมงกานีสที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

ราสเบอรี่

ใน 1 ถ้วย ของราสเบอร์รี่ มีพลังงานประมาณ 70 แคลอรี่ และอุดมด้วยวิตามินซี มีเส้นใยฟอสฟอรัสและ ซีลีเนียมจำนวนมาก ราสเบอร์รี่มีแอนโธไซยานิน (anthocyanins)) และสารพฤกษเคมีอื่นที่เรียกว่า quercetin พบว่าช่วยในการเจริญเติบโตของมะเร็งช้า เช่นเดียวกับผลเบอร์รี่อื่น ๆ ผลการศึกษาพบว่าราสเบอร์รี่อาจเป็นประโยชน์ในการป้องกันมะเร็งหลอดอาหารและมะเร็งตับ ราสเบอร์รี่ยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวานและช่วยป้องกันความเสียหายของตับ

แบล็กเบอร์รี่

ใน 1 ถ้วย ของแบล็กเบอร์รี่มีพลังงานประมาณ 62 แคลอรี มีเส้นใยและเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน C และ K และแมงกานีส Blackberries มีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุด - สูงกว่า 3 ผลเบอร์รี่อื่น ๆ ที่ กล่าวข้างต้น! และยังเปี่ยมไปด้วยทุกประเภทของสารอาหารจากพืชซึ่งจะช่วยต่อสู้หรือป้องกันการเกิดโรคมะเร็งเช่นตับลำไส้ปอด blackberries มีสาร quercetin ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ